บทความ

natural-facial-mask-
บทความ

มาส์คหน้ามีกี่ชนิด?

หากพูดถึงคำว่า “มาส์ค” หรือ Mask แล้วนั้น ในความคิดของแต่ละคนอาจนึกถึงรูปแบบของสินค้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางคนเข้าใจว่าเป็นครีม บางคนเข้าใจว่าเป็นแผ่น เป็นต้น วันนี้เราจะมาดูกันว่า มาส์คหน้านั้นมีรูปแบบใดบ้างในตลาด

1.มาส์คชนิดพอกบำรุงโดยไม่ต้องล้างออก

lifestyle 56df2f2833171-362x0r5

จริงๆก็คือ ศัพท์ใหม่ในวงการ Skincare ของ Night Cream นั่นเอง แต่สิ่งที่ผู้ใช้คาดหวังคือ จะต้องชุ่มชื้น ขาวไว และฟื้นฟูผิวภายในคืนเดียว ทาทิ้งไว้แล้วนอนได้เลย เนื้อครีมส่วนใหญ่จะหนักกว่าครีมบำรุงทั่วไป มีทั้งเป็นแบบครีมและแบบเจลที่กำลังได้รับความนิยม

2.มาส์คชนิดพอกแล้วต้องล้างออก

homemade-face-masks-1373728158-WP20130713-o

ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบผง นำมาผสมน้ำ เช่นเดียวกันกับสูตรดินสอพองผสมมะนาว หรือสูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรต่างๆ โดยต้องทำการล้างออกหลังจากพอกไป 15-30 นาที แต่รูปแบบนี้ เริ่มได้รับความนิยมลดลง

3.มาส์คชนิดพอกแล้วเป็นฟองฟู่

plan_13091601518907_o_0

จะเป็นครีมที่เมื่อทาทิ้งไว้แล้ว จะค่อยๆกลายเป็นฟองฟู่อยู่ทั่วหน้า คุณสมบัติหลัก คือการ Detox ผิว โดยฟองจะดึงเอาสิ่งสกปรกฝังลึกให้หลุดออกมา

4.มาส์คชนิดพอกแล้วลอกออกเป็นยาง

Screen Shot 2018-07-16 at 8.42.20 PMScreen Shot 2018-07-16 at 8.30.31 PM

มีทั้งแบบเป็นผงมาผสมน้ำเอง และแบบครีมสำเร็จ คล้ายหลักการของการใช้ไข่ขาวพอกหน้า คือ เมื่อเนื้อครีมหรือเจลแห้งแล้วจะสามารถลอกออกเป็นแผ่นได้ ช่วยขจัดเซลล์ผิวและกระชับรูขุมขนได้ดี

5.มาส์คชนิดทาแล้วลอกสิ้วเสี้ยน

maskk-1

จะมีลักษณะเป็นครีมเหนียวๆ ซึ่งเมื่อแห้งจะติดแน่นมาก เมื่อลอกออกจะดึงสิวเสี้ยนหลุดออกมาด้วย สินค้าบางชนิดจะมีการใช้น้ำยาหรือรองพื้นก่อนการทาครีมลงไป เพื่อให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่ายและครีมติดแน่นกับผิว

6.มาส์คแผ่นชนิดผ้าในน้ำเซรั่ม

Korean-sheet-mask-Innisfree-Its-Real-Squeeze-Mask-face-mask-from-Korea-Korean-skin-care-K-beauty-Europe-825x510ski-ii-sheet-maskSkin_Food_Hydro_Fitting_Snail_Mask_Sheet

มาส์คแผ่นถือเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีราคาถูก คุณสมบัติขึ้นอยู่กับน้ำเซรั่มที่แช่แผ่นผ้าอยู่ในซอง โดยเฉพาะแบรนด์เกาหลีดังๆยังขายเพียงซองละ 29 บาท แต่แบรนด์ที่ขายราคาสูงก็มีอยู่เช่น SKII เป็นต้น

7.มาส์คแผ่นชนิดเจล

collagenmask-model-clipped-1681523928.g_400-w_g

จะเป็นเจลที่ให้ความชุ่มชื้นสูง เพราะมีเนื้อเป็นเจลที่มีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก เบสเจลขึ้นจากสาหร่าย Sodium Alginate หรือ Carageenan เป็นหลัก มีลักษณะเป็นแผ่นเจล บางยี่ห้อเรียก HydroGel ขาดง่าย หลายๆยี่ห้อ จึงนิยมเสริมด้วยแผ่นใยผ้า

8.มาส์คแผ่นชนิด Bio Cellulose

masque_hydro_velours-2wholesale-woman-female-ray-facial-masks-peels

เป็นแผ่นใย Cellulose ที่ได้จากการทำปฏิกิริยาทางเคมีของแบคทีเรียกับน้ำผลไม้ เช่น น้ำมะพร้าว เป็นต้น บางยี่ห้อจึงเรียกว่า Bactria Mask Sheet กำลังได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีความบาง เหนียว และแนบเนื้อดีมาก บางยี่ห้อถึงกับเรียกว่า Second Skin หรือผิวที่สอง

Screen Shot 2018-06-16 at 9.45.30 AM
บทความ

การประยุกต์ใช้ Omni Channel กับตลาดเครื่องสำอางไทย

หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า Omni Channel กันมาซักพักแล้ว แต่คนที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังในไทยนั้นอาจยังไม่มีใครทำได้ชัดเจนมากนัก วันนี้จึงขอเกริ่นภาพรวมของคำว่า Omni Channel กันก่อนพอสังเขป

Screen Shot 2018-06-16 at 9.21.06 AM

ความจริงแล้ว Omni Channel นั้นวิวัฒนาการมาจาก Multichannel หรือการทำการตลาดหลายช่องทาง ซึ่งโดยปรกติธุรกิจทั่วๆไป ก็พยายามทำตรงนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อวิวัฒนาการของโลก Social Media มีบทบาทมากขึ้นทุกวัน การตลาดแบบหลายช่องทางจึงถูกพัฒนาให้มีความสอดคล้องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน หรือที่เค้าเรียกกันว่า บูรณาการนั่นเอง (Integrated)

Screen Shot 2018-06-16 at 9.22.01 AM

โดยการบูรณาการดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกๆช่องทาง มีนโยบายต่างๆที่สอดคล้องและส่งเสริมกันและกัน เช่น การลงทะเบียนในสื่อออนไลน์ เพื่อรับส่วนลดพิเศษที่หน้าร้าน (Online to Offline) หรือการที่โชว์สินค้าต้นแบบให้ลูกค้าสัมผัสที่โชว์รูมและให้ลูกค้ากลับไปตัดสินใจสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ (Offline to Online) เป็นต้น

Screen Shot 2018-06-16 at 9.45.30 AM

ก่อนจะใช้กลยุทธ์ Omni Channel จำเป็นต้องทราบก่อนว่าในตลาดเครื่องสำอางไทยนั้น มีการทำตลาดทั้งหมดกี่ช่องทาง ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมมาได้ 9 ช่องทางหลัก ดังนี้

1.Agents หรือการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะแบรนด์ใหม่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว สินค้าเข้ามาและกระจายออกไปยังตัวแทนรายย่อยอย่างรวดเร็ว สร้างยอดขายได้อย่างที่เค้าเตอร์แบรนด์ยังต้องอาย แต่ข้อเสียคือ สินค้าที่ขายผ่านตัวแทนมักจะเป็นสินค้ากระแสซะส่วนใหญ่ ประเภทมาไวไปไว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากระบบตัวแทนที่มักย้ายค่ายไปเรื่อยๆเพื่อล่ารางวัลนั่นเอง ตัวอย่างแบรนด์ได้แก่ Eighteen, Garden Me, WinkWhite เป็นต้น

Screen Shot 2018-06-16 at 10.48.51 AM

2.Direct Sell หรือขายตรงทั้งแผนแบบ Single,MLM ซึ่งยังคงอยู่คู่กับคนไทยมาเสมอ ใช้ผลตอบแทนแบบ Passive เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่เน้นขาย แต่เน้นชักชวนสมาชิกเข้ามาเพื่อสร้างทีม และกินผลประโยชน์เป็นชั้นๆ ตัวอย่างแบรนด์ได้แก่ Nuskin, Mistine, Giffarine เป็นต้น

Screen Shot 2018-06-16 at 10.47.31 AM

3.Tele Sell หรือการขายทางโทรศัพท์ ซึ่งหลายๆท่านคงมองว่าเป็นการขายที่โบราณ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยังมีหลายๆบริษัทใช้อยู่และยอดขายดีเอามากๆ เรียกว่า รวยแบบเงียบๆนั่นเอง ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำการตลาดทางนี้ได้แก่ LifeStar(RS), สมุนไพรภูมิพฤกษา เป็นต้น

Screen Shot 2018-06-16 at 10.50.14 AM

4.SocialMedia หรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook, Line, Youtube และ Instagram จะมีบทบาทมากในระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา อีกทั้ง Paltform ทั้งหมดยังสนับสนุนการทำตลาดออนไลน์โดยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการจ่ายค่าโฆษณาได้ สินค้าเกือบทุกแบรนด์มีช่องทางการขายทาง Social Media แต่จะเน้นมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทฯ

5.Website เป็นช่องทางหลักในการขายสินค้า แต่การเข้าถึงเว็บไซต์นั้น จำเป็นต้องอาศัยสื่ออื่นๆในการเข้าถึง โดยเฉพาะการค้นผ่านทาง Google โดยการทำ SEO และการโฆษณาผ่าน Google Adwords ทุกแบรนด์จะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่อาจไม่เน้นขายของ เน้นการสร้างภาพลักษณ์แล้วปิดการขายด้วยช่องทางอื่นๆก็ได้

6.E-Market หรือตลาดออนไลน์ เช่น Lazada, Shopee, 11Street เป็นต้น ซึ่งเป็นช่องทางการขายสินค้าทางออนไลน์ผ่านเว็บที่ทำตัวเป็นตัวกลาง หรือเป็นร้านค้าสะดวกซื้อในอินเตอร์เน็ตนั่นเอง ปัจจุบันหลายๆแบรนด์สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางนี้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีหลายๆแบรนด์ นำสินค้าเข้าไป ไม่มีการเคลื่อนไหวเลยก็มี (ขึ้นอยู่กับการตลาดด้วย)

Screen Shot 2018-06-16 at 10.51.45 AM

7.Modern Trade/Traditional Trade ยังคงเป็นช่องทางการขายที่คนไทยยังนิยมอยู่มาก สังเกตุได้จาก Supermarket, Discount Store,7-11 หรือร้านขายเครื่องสำอางในพื้นที่ต่างๆ ลูกค้ายังคงจับจ่ายใช้สอยเครื่องสำอางผ่านช่องทางนี้เป็นหลัก สินค้าส่วนใหญ่ยังคงมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ เพราะได้จับต้องสินค้าจริง

Screen Shot 2018-04-17 at 10.56.53 AM

8.Event/Boot เป็นช่องทางหนึ่งที่ไม่ว่าแบรนด์ใหม่หรือแบรนด์เก่าจะต้องจัดอยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์และเป็นการระบายสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย

ออกบูธ. มศว_180331_0033

9.Shop/Kiosk หรือร้านประจำ ที่แบรนด์ชั้นนำต้องมี เพราะมันหมายถึงความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ บางแบรนด์ไม่จำเป็นต้องมีร้านก็ได้ แต่ก็ต้องมี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่แบรนด์ (Flagship) แม้ว่าโลกปัจจุบันจะเป็นโลกแห่งออนไลน์ก็ตาม แต่โลกออฟไลน์ก็ยังคงเป็นอะไรที่จับต้องได้ และสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ตัวอย่างแบรนด์ได้แก่ BeuatyBuffet, OrientalPrincess, Karmart เป็นต้น

Screen Shot 2018-06-16 at 10.46.06 AM

 

สรุป ช่องทางหลักๆในการขายสินค้าเครื่องสำอางในไทยมีทั้งหมด 9 ช่องทาง (หรืออาจมากกว่านี้) แต่การใช้กลยุทธ์ OmniChannel นั้น มีบางค่ายเริ่มนำมาใช้กันบ้างแล้ว แต่วิธีการในการวางกลยุทธ์นั้น จะต้องทำ Matrix แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Channel เพื่อเลือกว่าจะทำคู่ใดก่อน ซึ่งจะได้นำเสนอการวิเคราะห์ตาราง Omnichannel Matrix ในตอนต่อไป

BEAUTY-MARKET03
บทความ

ภาพรวมตลาดสกินแคร์ไทยปี 2018 จาก Euromonitor

Euromonitor International เป็นบริษัทที่ทำวิจัยการตลาดระดับโลกที่มีชื่อเสียง และมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจ ซึ่งข้อมูลเชิงลึกนั้นจำเป็นต้องซื้อถึงจะได้อ่าน ดังเช่น ภาพรวมตลาดสกินแคร์ไทยปี 2018 ที่นำเสนอนี้ มีมูลค่าถึง 990 US Dollar หรือประมาณ 32,000 บาท แต่สิ่งที่ได้รับนั้นจะคุ้มหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการนำข้อมูลไปใช้ อย่างบริษัทระดับข้ามชาติ เช่น  L’oreal นั้น อาจคุ้มค่ามากๆเมื่อเทียบกับSizeธุรกิจ เพราะนอกจากจะทราบตัวเลขคู่แข่งที่สำคัญแล้ว ยังทราบเทรนด์ของผู้บริโภคในไทยอีกด้วย

Screen Shot 2018-06-12 at 11.01.04 AM

ข้อมูลที่นำเสนอในครั้งนี้ เป็นเพียง Executive Summary ที่สามารถเปิดเผยได้ มีรายละเอียดคร่าวๆ  แบ่งเป็น 2 ด้านได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์และด้านการแข่งขัน ดังนี้

1.ด้านผลิตภัณฑ์

1.1 ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สารเคมีบางชนิดกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภครังเกียจ เนื่องจากรับรู้ถึงความเป็นพิษหรือมีอันตรายในระยะยาว

1.2 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ผลิตภัณฑ์ประเภทต่อต้านริ้วรอยประเภทต่างๆ จึงเป็นเทรนด์สินค้าที่สำคัญ และสามารถทำราคาได้ดีอีกด้วย

1.3 ผลิตภัณฑ์ประเภท FACE MASKS กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะคนไทยต้องการความเร่งด่วนเห็นผลไว ซึ่งมีหลากหลายคุณสมบัติ อาทิ hydration, moisturizing, whitening, anti-aging, oil-control และ refreshing

 

2.ด้านการแข่งขัน
2.1 สำหรับเค้าท์เตอร์แบรนด์ บริษัท L’Oréal Thailand Co Ltd ถือเป็นผู้นำตลาดในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่ง L’Oreal ประกอบไปด้วยแบรนด์ชั้นนำระดับพรีเมี่ยมหลายแบรนด์ ได้แก่ Lancome, Biotherm, Shu Uemura และ Garnier บริษัทฯได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆในปีนี้ ได้แก่ ชุดผลิตภัณฑ์ Blue Therapy ของ Biotherm และชุด  Absolue Precious Cells ของ Lancome

Image result for Biotherm Blue TherapyImage result for Lancome Absolue Precious Cells

 

 

2.2 แบรนด์ SNAIL WHITE โดยบริษัท DO DAY DREAM CO LTD เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปีก่อน จึงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่กำลังเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ แบรนด์ Snail White ยังได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวชาวเอเชียโดยเฉพาะจากประเทศจีน ด้วยเอกลักษณ์ของสารสกัดจากเมือกหอยทาก (ขาว)

Image result for snail white china

 

2.3 แบรนด์ KARMARTS  เป็น บริษัท ในประเทศที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่หลากหลายและขายในหลายช่องทาง นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ย่อยในสังกัดอีกหลายแบรนด์ ได้แก่ Cathy Doll, Baby Bright, Missha และ Cathy Choo บริษัทฯกำลังรุกการตลาดทางออนไลน์อย่างจริงจัง

Image result for karmart online shop

 

ที่มาข้อมูล: http://www.euromonitor.com/skin-care-in-thailand/report

Screen Shot 2018-05-15 at 12.13.04 PM
บทความ

จดแจ้งอย่างไร ให้ อย.อนุมัติ

การจดแจ้งเครื่องสำอางนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้ มินเทคฯจะมาสรุปสาระสำคัญ เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆและนำไปปฏิบัติกันได้อย่างถูกต้อง ดังนี้

ข้อ 1.ผลิตภัณฑ์ต้องจัดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งความหมายตาม พรบ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด พ่น หยอด ใส่ อบ เป็นต้น ต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาดความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามรวมถึงเครื่องประทินผิวต่าง ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่จัดเป็นเครื่องสำอาง หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณบำบัด บรรเทา รักษา ป้องกันโรค หรือสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำหน้าที่ของร่างกาย จะเข้าข่ายเป็นยา ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องมือที่สามารถผลักสารผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย จะจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาผิวกายเพื่อไล่แมลง หรือกำจัดเหา จะจัดเป็นวัตถุอันตราย

10-14

ข้อ 2.การยื่นจดแจ้ง จะต้องมีข้อมูลครบถ้วน ได้แก่ ID Number ของผู้ยื่นจดแจ้ง ใบมอบอำนาจในกรณีจ้างผลิต ชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง ประเภทเครื่องสำอาง เอกสารสูตร และภาพผลิตภัณฑ์ สำหรับส่วนผสมของสูตรจะต้องระบุสารทุกชนิดเป็นชื่อสากล (INCI name) และสารบางรายการ เช่น สารกันเสีย สีและสารกันแดด จะต้องระบุ % มาด้วย สำหรับสีจะต้องระบุเป็น CI No. หากใช้สารที่มาจากพืชจะต้องระบุชื่อทางพฤกษศาสตร์

imgf000023_0001

ข้อ 3.การใช้ชื่อการค้าหรือชื่อเครื่องสำอาง ภาษาไทยและอังกฤษต้องสอดคล้องกัน ไม่โอ้อวดเกินจริง ไม่ขัดกับวัฒนธรรม และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเป็นเครื่องสำอาง เช่น การรักษา บรรเทาโรค หรือสื่อถึงสารห้ามใช้ เช่น ฮอร์โมน Growth Factor หรือสื่อถึงยา เช่น Botox เป็นต้น และชื่อนั้นจะต้องสอดคล้องกับสูตรที่จดแจ้ง เช่น คำว่า VitC.ในสูตรจะต้องมี Vitamin C ด้วย เป็นต้น

cosmeceutici_ENG_OK

ข้อ 4. การใช้ชื่อที่สอดคล้องกับสรรพคุณด้านต่างๆ

4.1 การใช้คำว่า Whitening/Lightening/Brightening ได้นั้น จะต้องมีส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งของ สารป้องกันแดด สารกลุ่ม AHA/BHA สารอื่นๆที่มีเอกสารวิชาการสนับสนุนว่าทำให้ผิวกระจ่างใสจริง เช่น  Arbutin, Mullberry, Vitamin C,  Kojic acid,.. เป้นต้น

Garnier-Skin-Naturals-White-Complete-Night-Cream-300x195

4.2 การใช้คำว่า Sunscreen, UV Protection ได้นั้น จะต้องมีส่วนผสมของสารป้องกันแดด และอนุญาตให้ระบุ SPF บนฉลากได้เพียง 50 กรณีที่ต้องการระบุค่า SPF ที่มีค่าเกินกว่า 50 จะต้องมีผลทดสอบที่มีมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของทางราชการแนบมาด้วย รวมทั้งการระบุว่าสามารถป้องกันน้ำได้ (Water Proof) เช่นเดียวกัน

banana-boat-sport-performance-active-max-protect-broad-spectrum-sunscreen-spf-100-4-oz-pack-of-4

4.3 การใช้คำว่า Acne/Anti-Acne/Black Head ได้นั้น จะต้องมีสาร Salicylic. acid, Teatree Oil, Sulfur, Zinc salts หรือสารอื่นๆที่มีเอกสารวิชาการสนับสนุนว่าช่วยลดการเกิดสิว

s-l300

4.4 การใช้คำว่า Pore tightening/Pore Minimizing ได้นั้น จะต้องมีสารที่ทำหน้าที่ Astringent เช่น Witch Hazel Extract, Alcohol เป็นต้น หรือสารอื่นๆที่มีเอกสารวิชาการสนับสนุนว่าเป็นสารที่ทำหน้าที่ Astringent

toner1

4.5 การใช้คำว่า Anti-Cellulite/Firming ได้นั้น จะต้องมีสาร Caffeine, Cartinine, Xantine, Methylsilanol mannuronate, Sodium manuronate methylsilanol หรือสารอื่นๆที่มีเอกสารวิชาการสนับสนุน เช่น พริก ขิง พริกไทย เป็นต้น

2318784

4.6 การใช้คำว่า Placenta ได้นั้น จะต้องมีสาร Placenta Extract, Placenta Protein พร้อมเอกสารรับรองว่ามิได้มาจากมนุษย์และปราศจากฮอร์โมน และหากเป็นสาร Placenta จากสัตว์จะต้องปราศจากสาร BSE ด้วย

s-l1000

4.7 การใช้คำว่า Anti-Bacteria ได้นั้น จะต้องมีสาร Anti-Bacteria Agent เช่น Triclosan, Triclocaban, Chloroxylenol เป็นต้น หรือสารอื่นๆที่มีเอกสารวิชาการสนับสนุน

images

4.8 การใช้คำว่า Nano ได้นั้น จะต้องมีสารที่มีอนุภาคเท่ากับหรือเล็กกว่า 100 นาโนเมตร เป็นส่วนผสม โดยแนบเอกสารประกอบ

nanocream1

4.9 การใช้คำอื่นๆ เช่น Scrub, Anti-dandruff, Anticaries, For Sensitive, Deoderant, Anti-Perspirant, Tanning, Milky, Gold จะต้องสอดคล้องกับคุณสมบัติของสาร ซึ่งหากยังไม่เป็นที่ยอมรับ จะต้องมีเอกสารวิชาการสนับสนุนทุกครั้งที่ยื่นจดแจ้ง

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสืบค้นได้จาก คู่มือการพิจารณา การจดแจ้งเครื่องสำอางควบคุม พ.ศ.2556 จัดทำโดย กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

Download ได้จาก Link ด้านล่างนี้

http://www.fda.moph.go.th/sites/Cosmetic/Download/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%202556.pdf

Screen Shot 2018-04-28 at 9.43.52 AM
บทความ

ทำไมต้องเป็นโรงงาน GMP

ถามกันเข้ามามากเกี่ยวกับโรงงานมาตรฐาน GMP ว่ามีข้อแตกต่างอย่างไรกับโรงงานทั่วไป วันนี้จะมาไขข้อข้องใจกันนะครับ

ปรกติ อ.ย.จะแบ่งประเภทของโรงงานผลิตเครื่องสำอางเป็น 3 ประเภท (ซึ่งต้องขออนุญาตเป็นสถานที่ผลิตทั้งหมด) ได้แก่

1.โรงงานทั่วไป ซึ่งมีเพียงการจัดสถานที่และอุปกรณ์ให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องตรวจรับรอง

2.โรงงาน GHP (Good Hygiene Practice) เป็นโรงงานที่ต้องทำตามข้อกำหนดและจำเป็นต้องตรวจรับรอง ซึ่งจะเน้นในด้านของสถานที่ผลิต อุปกรณ์ และวัตถุดิบในการผลิต จะต้องสะอาดและถูกหลักสุขอนามัย แต่ไม่เน้นในด้านเอกสารมากนัก

3.โรงงาน GMP (Good Manufacturing Practice) เป็นโรงงานที่ต้องทำตามข้อกำหนดและจำเป็นต้องตรวจรับรอง เน้นทุกด้านที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บุคลากร กระบวนการต่างๆ ซึ่งจะมีระบบเอกสารมาเกี่ยวข้องทั้งหมด (คล้ายๆISO) ทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการรับวัตถุดิบ การชั่งตวง การผลิต การบรรจุ การจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ การส่งมอบ รวมถึงการจัดการข้อร้องเรียนหรือการเรียกคืนสินค้า

ดังนั้นโรงงาน GMP จึงเป็นโรงงานที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าโรงงานทั่วไป รวมถึงมากกว่าโรงงาน GHP แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น มิได้หมายความว่าสินค้าของโรงงานทั่วไปจะมีคุณภาพด้อยไปกว่าโรงงาน GMP เสมอไป ดังเช่น คนจบปริญญาตรีอาจทำงานได้ดีกว่าคนจบปริญญาเอก แต่ในมุมมองของคนทั่วไป การจบปริญญาเอกได้ ก็จะต้องมีความรู้ความสามารถพอสมควร

Screen Shot 2018-04-28 at 10.45.54 AM

สรุปข้อดีของโรงงานมาตรฐาน GMP

1.) ถูกกฎหมาย ตั้งแต่การจัดตั้งโรงงาน การขออนุญาติหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดย Auditor จะตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น การทิ้งขยะเคมี การขออนุญาติเทศบาล กรมโรงงาน เป็นต้น การดำเนินการด้านการจดแจ้งเลข อย. การผลิตและควบคุมฉลากของลูกค้าให้ถูกกฎหมาย

2.) ถูกสุขลักษณะ มีการควบคุมความสะอาดตั้งแต่สถานที่ผลิต การแต่งกายของพนักงาน ตารางการทำความสะอาด การตรวจสุขภาพ เครื่องมืออุปกรณ์ การดักจับสัตว์และแมลง รวมทั้งการควบคุมการเข้าออกสถานที่ผลิตด้วย จึงมั่นใจได้ว่ากระบวนการผลิต สะอาด 100%

3.) มีคุณภาพ เพราะมีการตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับเข้าวัตถุดิบ วัสดุบรรจุ และน้ำที่ใช้ในการผลิต ไปจนถึงกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ทั้งชั่งตวง ผสม บรรจุ และหีบห่อ นอกจากนี้การควบคุมคุณภาพยังรวมไปถึงการตรวจสอบความแม่นยำของอุปกรณ์การวัดทุกชนิด เช่น ตราชั่ง pHmeter Thermometer เป็นต้น มีการเก็บสินค้าตัวอย่างเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้กรณีมีปัญหา

4.) มีมาตรฐาน สม่ำเสมอเหมือนการทุกล๊อต นี่เป็นหัวใจของระบบ GMP ซึ่งมีความลุ่มลึกในด้านกระบวนการผลิตมากกว่าระบบ ISO กระบวนการชั่งตวง จะต้องมีผู้ทวนสอบน้ำหนักวัตถุดิบทุกรายการ กระบวนการผลิตจะมีเอกสาร BMR (Batch Manufacturing Reccords) ซึ่งมีการบันทึกทุกขั้นตอนตามมาตรฐาน เช่น ใส่อะไร ก่อนหลัง ใส่ตอนอุณหภูมิเท่าไหร่ ปั่นด้วยรอบแค่ไหน นานเท่าไหร่ ดังนั้นสินค้าแต่ละล๊อตจึงมีความสม่ำเสมอเหมือนกันทุกครั้งที่ผลิต

5.) ไม่ Over Claim เช่น บอกว่าใส่สาร Alpha Arbutin ก็จะต้องใส่จริงๆ เพราะ อย.สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน และโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP จะกังวลเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าจะมีสารแปลกๆใหม่ๆมาให้เคลมเสมอ หากเป็นโรงงานทั่วไป จดแจ้งว่าใส่ แต่เวลาผลิตจริงไม่ใส่ก็ได้ เพราะไม่มีหลักฐานเอกสารให้ตรวจสอบ แต่หากเป็นโรงงาน GMP จะต้องบันทึกตามความจริง ดังนั้นจุดนี้ บางครั้งจึงเป็นอุปสรรคและข้อเสียเปรียบของโรงงาน GMP เหมือนกัน

6.) มีความรับผิดชอบ ในระบบ GMP จะมีมาตรฐานการจัดการข้อร้องเรียน การเรียกสินค้าคืน การตีคืนสินค้า และการ Re Process ซึ่งกระบวนการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ Auditor จาก อย. จะตรวจสอบแล้วว่า มีความเป็นธรรมกับผู้บริโภค จึงมั่นใจได้ว่า สินค้าที่ออกจากโรงงานมาตรฐาน GMP ไป จะมีผู้รับผิดชอบในความเสียหายแน่นอน ทั้งในแง่ของการใช้ผลิตภัณฑ์แล้วเกิดอาการแพ้ หรือความคงสภาพของผลิตภัณฑ์ตามข้อตกลง เช่น สีเปลี่ยน ความหนืดเปลี่ยน เมื่อวางตลาด เป็นต้น

7.) ตรวบสอบได้ สิ่งนี้ถือเป็นความโปร่งใสของโรงงาน GMP ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หมด (Traceability) เช่น ลูกค้าสงสัยว่า ครีมตัวนี้ จะไม่ได้ใส่สาร Alpha Arbutin จริง ตามที่บริษัทได้จดแจ้งไป เราสามารถชี้แจงได้ตั้งแต่บันทึกการผลิต (BMR) บันทึกการชั่งตวงสารฯ บันทึกการตัดสต๊อคสารฯ บันทึกการรับเข้าสารฯ จนกระทั่งใบเสร็จการซื้อสารฯจากซัพพลายเออร์ และนอกจากนี้ตัวอย่างของเนื้อที่ผลิตไว้ (Retain Sample) ยังสามารถเบิกมาใช้ตรวจสอบเอกลักษณ์ของสารในห้องแล็ปได้อีกด้วย

จะเห็นว่ารายละเอียดเยอะขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบัน (เมษา61) มีโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ทั้งหมด 193 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 1,000 แห่ง เนื่องจากต้องใช้ทั้งงบประมาณและความรู้ในการทำระบบ GMP ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นการเลือกผลิตสินค้าหรือเลือกบริโภคสินค้า จึงควรให้ความสำคัญกับโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากลิ้งค์ http://www.fda.moph.go.th/sites/Cosmetic/SitePages/ViewGMP.aspx?IDitem=15

Screen Shot 2018-04-28 at 10.36.22 AM

w644
บทความ

เลขจดแจ้ง(อ.ย.) ก็มีวันหมดอายุนะ

หลายๆท่านอาจจะทราบเรื่องนี้แล้ว เพราะ อ.ย.ได้ประกาศ ระบบการจดแจ้งเครื่องสำอางระบบใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว โดยสรุปคือ 1.) สูตรที่จดแจ้งก่อนวันที่1มกราคม2560 เลขจดแจ้งฯจะหมดอายุโดยอัตโนมัติ ในวันที่ 30 กันยายน 2561 และ 2.) สำหรับสูตรที่จดแจ้งหลังวันที่ 1มกราคม2560 จะมีอายุของเลขจดแจ้ง3ปีเต็ม ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงยังไม่ทราบเรื่องนี้ โดยเฉพาะผู้บริโภค ที่สมัยนี้มีข่าวกันครึกโครม ถึงกรณีเลข อ.ย.ปลอม หรือการสวมเลขจดแจ้งที่ไม่ตรงกับสินค้าตัวนั้นนั่นเอง ผู้บริโภคจึงควรมีความรู้เกี่ยวการตรวจสอบเลขจดแจ้งก่อนการเลือกซื้อสินค้า เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์ที่มักง่าย หวังเพียงกอบโกยกำไรให้เร็วที่สุดเท่านั้น

bbabaagakjj96f87686ik

สำหรับการจดแจ้งเครื่องสำอางระบบใหม่ของ อ.ย.ได้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต สามารถจดแจ้งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาส่วนประกอบเบื้องต้นว่าไม่ขัดกับกฎหมาย เช่น สาร Titanium Dioxide ไม่อนุญาติให้ใช้เกิน 10% เป้นต้น แล้วจึงอนุมัติกลับมาในระบบ ผู้จดแจ้งจะต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อน เลขนั้นจึงจะมีผลตามกฎหมาย และเลขจดแจ้งนี้ ไม่ได้เป็นการรับรองว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย100% เพราะสินค้าที่ผู้ผลิต ผลิตขึ้นมาไม่ได้ผ่านการทดสอบทุกตัว เพราะในปัจจุบันมีผู้ประกอบการจดแจ้งกันเข้ามามากมาย หากต้องรอผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ อาจต้องเสียโอกาสทางธุรกิจไป ดังนั้น อ.ย.จึงใช้วิธีประเมินส่วนประกอบเบื้องต้น และค่อยดำเนินการตรวจสอบ กรณีผู้บริโภคมีการร้องเรียนเข้ามาเท่านั้น

3942-160614085050

สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ เบื้องต้นคือ การตรวจสอบฉลากดังที่ อ.ย.ได้พยายามประชาสัมพันธ์ ดังนั้นหากเราจะซื้อสินค้าจากที่ใดก็ตาม เราจะต้องดูฉลากอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเลขจดแจ้งฯ ซึ่งสมัยนี้ตรวจสอบได้ง่ายมาก เพียงหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเข้าไปที่เว็บไซต์ของ อ.ย.  โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

Screen Shot 2018-04-26 at 9.34.15 PM

1.ตรวจสอบฉลากภาษาไทย ต้องครบถ้วน ซึ่งเราอาจจำไม่หมด แต่หลักๆให้ดูชื่อสินค้ากับชื่อของผู้ผลิตเป็นหลัก (เพื่อตรวจสอบเลขจดแจ้ง) และสินค้าแต่ละแบรนด์ อาจมีการจัดตำแหน่งการวางข้อความที่ต่างกันไป เราอาจต้องพลิกดูรอบๆบรรจุภัณฑ์ จึงจะสรุปได้ว่า ฉลากครบถ้วนหรือไม่

2.จุดที่สำคัญคือ ต้องหาเลขที่จดแจ้งให้เจอ แล้วจดไว้

3.จากนั้นเข้าไปที่เว็บไซต์ http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx ให้เลือกสืบค้นในฐานข้อมูลเครื่องสำอาง แล้วกรอกเลขที่จดแจ้งลงไป โดยพิมพ์ให้มีขีดเหมือนที่แสดงในฉลากเป๊ะๆ (10-1-xxxxxxxxxx) สำหรับช่องทางในการสืบค้นมีหลายช่องทาง รวมทั้ง Application ของ อ.ย.ด้วย แต่ไม่อยากแนะนำ เพราะมันไม่บอกสถานะเหมือนเว็บนี้ (ซึ่งเป็นเว็บของ อ.ย.เหมือนกัน)

Screen Shot 2018-04-26 at 10.19.14 PM

4.เปรียบเทียบรายละเอียดบนฉลากกับผลการตรวจสอบว่าตรงกันหรือไม่ ทั้งชื่อทางการค้า (ยี่ห้อ) ชื่อสินค้า ชื่อของผู้ผลิต และที่สำคัญที่สุดคือ “สถานะ” ว่ายังคงอยู่หรือไม่ เพราะตามที่เขียนไว้แต่แรกว่า อ.ย.ก็มีวันหมดอายุนะ. จะบอกให้

Screen Shot 2018-04-26 at 10.20.29 PM

Screen Shot 2018-04-24 at 7.17.42 AM
บทความ

การสร้างแบรนด์ในยุคที่มี Social Media อันหลากหลาย (ตอนที่1)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกในยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงการสื่อสารไปแล้ว จากเดิมที่เป็นการสื่อสารแบบ Mass Media เช่น TV 3,5,7,9 หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ/เดลินิวส์ ที่ครอบครองการสื่อสารกว่า 90% ขึ้นไป ดังนั้นการสร้างแบรนด์ในยุคก่อนจึงใช้สื่อดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์

tv

ต่างกับยุคนี้ (2018) ที่มีช่องทางในการสื่อสารมากมาย (จนบางครั้งก็ใช้ไม่หมด) และนอกจากนี้ยุคแห่งการสื่อสารแบบ Mass เริ่มก้าวเข้าสู่การสื่อสารแบบ Niche ไปแล้ว การสื่อสารจะได้ผลกับกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ ซึ่งจุดนี้สังเกตุได้จาก Facebook Algorythm ที่พยายามให้กลุ่มคนที่มีความสนใจหรือมีปฏิสัมพันธ์กันจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน หรือสื่อสารถึงกันได้ง่ายกว่า

social-media-branding

การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ถือเป็นโอกาสของแบรนด์รายย่อย ที่มีทุนน้อยกว่ารายใหญ่ เพราะการสื่อสารในยุคนี้ หากโดนใจวัยรุ่น เค้าจะช่วยเราแชร์ออกไปแบบไม่ต้องเสียเงินเลยทีเดียว (Viral) ซึ่งปัจจุบันสื่อที่มีผลมากๆในเมืองไทยและไม่ต้องใช้งบเยอะเหมือนพวกรายการ TV และสื่อ offline เช่น Billboard จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ตัวได้แก่ Facebook, Instagram, Youtube, Line และ Blogs (เช่น pantip, kapook, wongnai ….) ซึ่งล้วนเป็นสื่อที่สามารถทำ Viral ให้แพร่กระจายได้โดยใช้งบน้อยๆ ซึ่งในบทความนี้ เราจะนำเอาสื่อต่างๆเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้กับการสร้างแบรนด์

Screen Shot 2018-04-24 at 7.17.42 AM

จากภาพพิรามิดในการยอมรับแบรนด์ของลูกค้า จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ลำดับ (ล่างขึ้นบน) ได้แก่

1.Awareness การสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อให้ทราบว่าเรามีตัวตนอยู่ ซึ่ง step นี้จะใช้เวลานานและเห็นผลช้า โดยมันจะค่อยๆซึมลึกสู่จิตใต้สำนึกของลูกค้า แค่รู้ว่ามีแบรนด์นี้อยู่ และขายอะไร จุดที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความน่าเชื่อถือ จึงไม่แปลกที่หลายๆแบรนด์ จัดงานเปิดตัวสินค้าแบบยิ่งใหญ่อลังการโดยไม่ได้ยอดขายกลับมาในทันที

2.Consideration เป็นการให้ข้อมูลกับลูกค้าในรายละเอียดสินค้า และทำให้ลูกค้าเกิดทางเลือก เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่เคยบริโภคอยู่ ซึ่งในขั้นตอนนี้เจ้าของแบรนด์จะต้องแสดงจุดเด่นของสินค้า และความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นในด้านคุณสมบัติ ส่วนผสม และราคา เพื่อพยายามสร้างตัวเองให้เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าเดิม

3.Trial เป็นการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือทดลองใช้สินค้าให้ได้ (Hard Sell) ซึ่งก่อนจะทำการสื่อสารตรงนี้ ลูกค้าจะต้องรับรู้ขั้นตอนที่ 1-2 มาก่อน จึงจะตัดสินใจได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ อาจจะต้องมีโปรโมชั่นช่วยอย่างหนัก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อให้ได้ แม้เราจะขายของแบบไม่มีกำไร ก็จะต้องยอม เพื่อให้ได้ฐานลูกค้ามาก่อน

4.Repeat เป็นการซื้อซ้ำ ซึ่งมาถึงจุดนี้ นอกจากการสื่อสารการตลาดแล้ว ยังขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น คุณภาพของสินค้า วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และสินค้าคู่แข่ง เป็นต้น ซึ่งการซื้อซ้ำจะทำให้เราเริ่มมีกำไรจริง ดังนั้นแบรนด์ที่ดี จึงต้องเป็นแบรนด์ที่เกิดการบริโภคจริงจากผู้ใช้ ไม่ใช่แบรนด์ที่สร้างกระแสแล้วผลักสินค้าจากแม่ทีม มาถึงตัวแทนรายย่อย พอมาถึงคนซื้อก็ซื้อด้วยความเกรงใจหรือรำคาญใจ ครั้งต่อไปก็ไม่ซื้อ เพราะสินค้าไม่มีคุณภาพหรือราคาเว่อร์เกินไป

5.Loyalty เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ใฝ่ฝัน ให้ลูกค้าจงรักภักดีต่อแบรนด์ตนเอง ซึ่งในทฤษฎีเก่าๆจะบอกว่า นี่แหละคือจุดสูงสุด ซึ่งในปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคเปลี่ยนใจง่ายกว่าเดิมมาก การจะหวังให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเราตลอดไปนั้น แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากการรับรู้ข่าวสารที่ประดังเข้ามาทุกทิศทางนั่นเอง

สรุป การสร้างแบรนด์ในปัจจุบัน ทำได้ไม่ยาก และขั้นตอนที่ 1-3 นั้น จะต้องกระทำเป็นกิจวัตร วนไป เพราะเราต้องพยายามสร้างลูกค้าใหม่ตลอดเวลา สถานการณ์ในขณะนี้ ถือเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในคราวเดียวกัน อยู่ที่ใครจะปรับตัวให้อยู่รอดได้ ในตอนต่อไป จะเขียนวิธีสร้างแบรนด์บน Facebook ตามลำดับ 1-3 ว่ามีรูปแบบในการสร้าง Content และสื่อสารอย่างไร ติดตามกันนะคะ

 

aida-model-awareness-interest-desire-action-text2
บทความ

AIDA model กับการใช้ Facebook

AIDA model เป็นโมเดลทางการตลาดตัวหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการสื่อสารการตลาด (marketing communication) เนื่องจากจำง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยโมเดลนี้จะแยกเป็นตัวย่อ 4 คำ ได้แก่

1.) Awareness (บางตำราใช้ Attention) หมายถึง เพียงแค่ให้ลูกค้ารับรู้ว่ามีแบรนด์นี้ ว่ามีสินค้านี้อยู่ ซึ่งเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์จะเพียงเพื่อบอกให้ผู้บริโภคทราบว่า แบรนด์นี้ สินค้านี้ มีตัวตน มีความน่าเชื่อถือ โดยที่ยังไม่เน้นการขายมากนัก ซึ่งเหมาะกับช่วงของการสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ หรือช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งจะวางกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างกว้าง เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และมีการทำซ้ำๆเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำและรับรู้ว่ามีแบรนด์หรือสินค้าชนิดนี้อยู่ในตลาด ดังนั้นสื่อที่ออกมา อาจเป็นเพียงภาพสวยๆ ภาพคู่ Net idol หรือภาพ Pack shot สินค้า ให้ผู้บริโภคมองผ่านๆเท่านั้น

2.) Interest หมายถึง การดึงดูดให้ลูกค้าสนใจ หรือหันมามองนั่นเอง ดังนั้นสื่อที่จะได้ผลอาจจะต้องมีความสะดุด และต้องหยุดดู อาจสื่อสารด้วยภาพที่มีข้อความโดน หรือเป็นคลิปสั้นๆที่ดึงคนเข้ามาดูให้ได้ โดยในขั้นตอนนี้ จะต้องมีความแยบยลพอสมควร เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะขาย ลูกค้ายังไม่สนใจเราเท่าไหร่ จะต้องมีอะไรมาล่อ เช่น พูดถึงวิธีทำให้สิวยุบได้ง่าย โดยรวมเอาทั้งวิธีธรรมชาติ และแฝงเอาสินค้าของเราเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องชัดเจนมาก หรืออาจมีหลายตัวเลือกเพื่อไม่ให้มองเป็นการอวยมากเกินไป วิธีนี้มักใช้ในการทำ Consumer Review ตามกระทู้ของพันธิป หรือเว็บดังๆ

3.) Desire หมายถึง การกระตุ้นให้เกิดความอยากซื้อ อยากใช้สินค้าของเรา อันนี้จะเป็นโพสต์ที่จะต้องกระตุ้นความอยากอย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ และติดต่อสอบถามเข้ามา ควรเริ่มต้นด้วยปัญหาของลูกค้า เช่น เป็นสิว หน้ามัน เป็นฝ้า เป็นต้น แล้วจึงค่อยบรรยายคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ของเราว่าจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เค้าได้ มีอะไรยืนยันรับรอง โดยขั้นตอนนี้อาจใช้วิธีการ Live สด หรือการทำคลิป VDO ที่เน้นการขายเป็นหลัก แล้วจึงบูสต์โพสต์ให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางเอาไว้ รวมทั้งกลุ่มที่เคยเข้ามาคลิกลิงก์ของเราหรือลูกค้าเก่านั่นเอง (Remarketing)

4.) Action หมายถึง การตัดสินใจซื้อนั่นเอง ขั้นตอนการปิดการขาย ในการทำการตลาดออนไลน์ อาจมี 2 ลักษณะ ได้แก่ Low Involvement เป็นสินค้าราคาถูก ไม่เกิน 500 อาจให้ลูกค้าคลิกสั่งซื้อและจ่ายเงินตามขั้นตอนได้เลย แต่หากเป็นสินค้าที่เป็นประเภท High Involvement ซึ่งมีราคาตั้งตั้ง 500 บาทขึ้นไป อาจต้องปิดการขายด้วยการคุย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการโทรคุย หรือการคุยผ่าน chat ทาง messenger หรือ Line@ ก็ตาม

Screen Shot 2018-04-09 at 10.24.51 AM

เราจะสังเกตุว่า รูปภาพของโมเดล AIDA จะมีลักษณะเป็นพีระมิดทรงคว่ำ ซึ่งแสดงถึงจำนวนของลูกค้าหรือผู้บริโภคนั่นเอง ในการทำการตลาดเพียงเพื่อรับรู้แบรนด์นั้น (Awareness) อาจเริ่มจากการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง เช่น ทั่วประเทศไทย เป็นต้น แต่ลูกค้าที่จะเร่ิมมีความสนใจมากขึ้น (Interest) นั้น เป็นธรรมดาว่าจะมีแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และจากลูกค้าที่สนใจแล้วอยากซื้อใช้ก็มีจำนวนน้อยลงมาอีก และสุดท้ายลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อสินค้าเราจริงๆก็จะมีเพียงส่วนเล็กๆเท่านั้น นี่คือธรรมชาติของพฤติกรรมผู้บริโภค

S__3522612

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงได้ชัดเจน คือ ผลลัพธ์จากการโฆษณาโพสต์บน Facebook Fanpage ซึ่งจากภาพจะเห็นว่า มีคนเข้าถึงหรือมองเห็นโพสต์นี้ 4,095 คน แต่มีคนคลิกลิงก์เพียง 162 คน ซึ่งคนที่คลิกลิ้งก์นี้ ถือ ว่าสนใจและมีความอยากซื้อแล้ว จึงติดต่อเข้ามา แต่จำนวนคนที่จะตัดสินใจซื้อจริงๆนั้น อาจมีเพียงแค่ 4-5 คน เท่านั้น (จากข้อมูลจริง)

สรุปว่า การขายของ Online นั้น จะต้องมีขั้นตอนต่างๆตามลำดับ บางครั้งหากใจร้อนเกินไป เร่งขายของทันที อาจไม่เป็นผลดีนัก เพราะ First Impression ค่อนข้างสำคัญ ถ้าลูกค้าเชื่อใจ เชื่อมั่นตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักเรา แล้วค่อยๆโฆษณาอย่างเนียนๆ จนกระทั่ง Hard Sell เพื่อให้ลูกค้าเกิด Action จนกระทั่งสามารถปิดการขายได้ ลองนำโมเดล AIDA ไปประยุกต์ใช้กันนะครับ

brown-onion-500x500
บทความ

สารสกัดจากหัวหอม (Allium Cepa)

สารสกัดจากหัวหอม (Allium Cepa) มีชื่อทางการค้าว่า Hi-Quercetin® ประกอบด้วยสาร Quercetin เข้มข้นสูงเป็นพิเศษ มีคุณสมบัติช่วยรักษาแผลเป็น ช่วยสมานแผล (wound healing) และลดโอกาสการเกิดแผลเป็น (excessive dermal scarring) และมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ (anti-inflamatory) ต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) และ ต้านการแพ้ (anti-histamine) จึงมีส่วนช่วยโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องของสิว ทั้งสิวอักเสบ และแผลเป็นจากสิว

สิวหนอง

อ้างอิงตามผลการวิจัย Quercetin สามารถช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็น 2ชนิด

1. Keloid คีลอยด์ หรือรอยแผลเป็นนูน

keroid

2. Hypertrophic Scar

scar

สำคัญ: จากผลการวิจัย Quercetin ไม่สามารถช่วยรักษารอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่จะช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็น หลังจากการแผลขึ้นเท่านั้น จึงควรใช้หลังแผลปิดสนิทดีแล้ว อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่การใช้เมื่อเกิดรอยแผลเป็นชนิด Hypertrophic Scar ขึ้นแล้ว

นอกจากประสิทธิภาพการป้องกันแผลเป็นของ Quercetin ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว Quercetin เอง ยังมีประสิทธิภาพในการลดการระคายเคือง ฟื้นฟูเกราะกำบังผิว (skin-barrier) และมีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

จากผลการทดลอง ด้านการต่อต้านการระคายเคือง ลดอาการแพ้ ของ Quercetin โดยกระตุ้นให้ผิวเกิดการระคายเคืองด้วย SLS (Sodium Lauryl Sulfate) จากนั้นวัดระดับการสูญเสียน้ำของผิว ซึ่งเกิดการ สารเคลือบผิว (skin-barrier) ถูกทำลายด้วย SLS พบว่า เมื่อใช้ Quercetin สามารถป้องกันการสูญเสียน้ำของผิวได้อย่างชัดเจน

 

จากผลการทดลองวัดปริมาณของ Basophil degranulation ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการแพ้ ของผิว พบว่า เมื่อใช้ Hi-Quercetin® เปรียบเทียบกับการใช้ Hyaluronic Acid เพื่อยับยั้งอาการแพ้ของผิว Quercetin มีประสิทธิภาพสูงกว่า Hyaluronic Acid ในการยับยั้ง Basophil degranulation

 

จากการทดลอง UV induced oxidative stress (การเกิดอนุมูลอิสระของผิว ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสง UVA) พบว่า Quercetin มีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระของผิว ได้ดีกว่า Ascorbic Acid (Vitamin C)

 

INCI Name: Allium Cepa Extract

22089720_1546759712037188_6844100554138766826_n
บทความ

การ Pre-order ในระบบตัวแทนจำหน่าย ดีหรือไม่? อย่างไร?

การ Pre Order ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระบบการตลาด เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดแบบดึง (Pull Strategy) หรือ การผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้านั่นเอง แต่ในบทความนี้ จะนำระบบ Pre-Order ที่อยู่ในระบบตัวแทนจำหน่าย หรือการขายตรงแบบ Single ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ในแบรนด์ต่างๆที่ขายกันทางออนไลน์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม มาดูข้อดี ข้อด้อยของการ Pre-Order กันคะ

Screen Shot 2018-04-01 at 11.30.48 AM

ข้อดีของการ Pre-Order

1.สินค้าที่สั่งผลิต จะไม่ค้างสต๊อคเลย เพราะมีตัวแทน จองสินค้าไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว สามารถรับรู้รายได้ รายจ่ายล่วงหน้าได้ก่อนการผลิต

2.ตัวแทนมีความรู้สึกว่า สินค้ามีจำกัด จึงอยากได้สินค้านั้นมาขาย ด้วยการจับจอง เพราะกลัวของหมด ซึ่งทั้งนี้ตัวแทนจะต้องรู้สึกว่าสินค้านั้นน่าขายด้วย

3.ตัวแทนระดับแม่ทีม มีความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของแบรนด์เอง รู้สึกว่าสามารถคุมราคา คุมตลาดได้ ไม่กลัวเจ้าของแบรนด์เปลี่ยนนโยบาย (ในช่วงเวลานั้น) หรือแทรกแซงราคา เพราะสินค้าผลิตมาเป็นล๊อตๆ แม้เจ้าของแบรนด์ก็ไม่มีสต๊อค

ky

ข้อด้อยของการ Pre-Order

1.เจ้าของแบรนด์จะต้องมีการทำการตลาดที่เพียงพอ ที่จะให้ตัวแทนเชื่อมั่นว่าจะขายสินค้าได้จริง มิฉะนั้นการ Pre-Order จะเป็นเรื่องยาก เพราะตัวแทนไม่มั่นใจ ว่าสั่งจองมาแล้วจะขายของได้

2.ตัวแทนที่จ่ายเงินจองสินค้ามาแล้ว จะมีความคาดหวังว่าจะได้สินค้าเร็วที่สุด ดังนั้นการผลิตและส่งมอบจะต้องตรงตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งหากผิดนัด อาจมีการคืนของได้ เพราะเริ่มมีความไม่มั่นใจ หรือเปลี่ยนใจในช่วงเวลาที่กำลังรอของนั่นเอง

3.การ Pre-Order เป็น Demand เทียม ซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ของตัวแทนว่าจะขายได้เท่านั้นเท่านี้ และขายส่งลงไปยังตัวแทนระดับย่อยๆต่อไปตามลำดับ เมื่อถึงเวลาขายปลีกให้กับผู้บริโภค อาจขายไม่ได้จริง

open_gardenMe_new

สรุปว่า การขายแบบ Pre-Order มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เหมาะสม หากเป็นช่วงการสร้างแบรนด์ใหม่ๆ ระบบนี้จะมีข้อดีอยู่มาก เพราะจะช่วยขยายตลาดได้อย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงในการสต๊อคสินค้า แต่หากสินค้าเป็นที่รู้จักของตลาดแล้ว ระบบการตลาดควรขับเคลื่อนด้วยการบริโภคจริง ด้วยการซื้อซ้ำ จะทำให้แบรนด์ของเราเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน