Screen Shot 2018-04-24 at 7.17.42 AM

การสร้างแบรนด์ในยุคที่มี Social Media อันหลากหลาย (ตอนที่1)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกในยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงการสื่อสารไปแล้ว จากเดิมที่เป็นการสื่อสารแบบ Mass Media เช่น TV 3,5,7,9 หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ/เดลินิวส์ ที่ครอบครองการสื่อสารกว่า 90% ขึ้นไป ดังนั้นการสร้างแบรนด์ในยุคก่อนจึงใช้สื่อดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์

tv

ต่างกับยุคนี้ (2018) ที่มีช่องทางในการสื่อสารมากมาย (จนบางครั้งก็ใช้ไม่หมด) และนอกจากนี้ยุคแห่งการสื่อสารแบบ Mass เริ่มก้าวเข้าสู่การสื่อสารแบบ Niche ไปแล้ว การสื่อสารจะได้ผลกับกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ ซึ่งจุดนี้สังเกตุได้จาก Facebook Algorythm ที่พยายามให้กลุ่มคนที่มีความสนใจหรือมีปฏิสัมพันธ์กันจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน หรือสื่อสารถึงกันได้ง่ายกว่า

social-media-branding

การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ถือเป็นโอกาสของแบรนด์รายย่อย ที่มีทุนน้อยกว่ารายใหญ่ เพราะการสื่อสารในยุคนี้ หากโดนใจวัยรุ่น เค้าจะช่วยเราแชร์ออกไปแบบไม่ต้องเสียเงินเลยทีเดียว (Viral) ซึ่งปัจจุบันสื่อที่มีผลมากๆในเมืองไทยและไม่ต้องใช้งบเยอะเหมือนพวกรายการ TV และสื่อ offline เช่น Billboard จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ตัวได้แก่ Facebook, Instagram, Youtube, Line และ Blogs (เช่น pantip, kapook, wongnai ….) ซึ่งล้วนเป็นสื่อที่สามารถทำ Viral ให้แพร่กระจายได้โดยใช้งบน้อยๆ ซึ่งในบทความนี้ เราจะนำเอาสื่อต่างๆเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้กับการสร้างแบรนด์

Screen Shot 2018-04-24 at 7.17.42 AM

จากภาพพิรามิดในการยอมรับแบรนด์ของลูกค้า จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ลำดับ (ล่างขึ้นบน) ได้แก่

1.Awareness การสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อให้ทราบว่าเรามีตัวตนอยู่ ซึ่ง step นี้จะใช้เวลานานและเห็นผลช้า โดยมันจะค่อยๆซึมลึกสู่จิตใต้สำนึกของลูกค้า แค่รู้ว่ามีแบรนด์นี้อยู่ และขายอะไร จุดที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความน่าเชื่อถือ จึงไม่แปลกที่หลายๆแบรนด์ จัดงานเปิดตัวสินค้าแบบยิ่งใหญ่อลังการโดยไม่ได้ยอดขายกลับมาในทันที

2.Consideration เป็นการให้ข้อมูลกับลูกค้าในรายละเอียดสินค้า และทำให้ลูกค้าเกิดทางเลือก เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่เคยบริโภคอยู่ ซึ่งในขั้นตอนนี้เจ้าของแบรนด์จะต้องแสดงจุดเด่นของสินค้า และความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นในด้านคุณสมบัติ ส่วนผสม และราคา เพื่อพยายามสร้างตัวเองให้เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าเดิม

3.Trial เป็นการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือทดลองใช้สินค้าให้ได้ (Hard Sell) ซึ่งก่อนจะทำการสื่อสารตรงนี้ ลูกค้าจะต้องรับรู้ขั้นตอนที่ 1-2 มาก่อน จึงจะตัดสินใจได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ อาจจะต้องมีโปรโมชั่นช่วยอย่างหนัก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อให้ได้ แม้เราจะขายของแบบไม่มีกำไร ก็จะต้องยอม เพื่อให้ได้ฐานลูกค้ามาก่อน

4.Repeat เป็นการซื้อซ้ำ ซึ่งมาถึงจุดนี้ นอกจากการสื่อสารการตลาดแล้ว ยังขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น คุณภาพของสินค้า วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และสินค้าคู่แข่ง เป็นต้น ซึ่งการซื้อซ้ำจะทำให้เราเริ่มมีกำไรจริง ดังนั้นแบรนด์ที่ดี จึงต้องเป็นแบรนด์ที่เกิดการบริโภคจริงจากผู้ใช้ ไม่ใช่แบรนด์ที่สร้างกระแสแล้วผลักสินค้าจากแม่ทีม มาถึงตัวแทนรายย่อย พอมาถึงคนซื้อก็ซื้อด้วยความเกรงใจหรือรำคาญใจ ครั้งต่อไปก็ไม่ซื้อ เพราะสินค้าไม่มีคุณภาพหรือราคาเว่อร์เกินไป

5.Loyalty เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ใฝ่ฝัน ให้ลูกค้าจงรักภักดีต่อแบรนด์ตนเอง ซึ่งในทฤษฎีเก่าๆจะบอกว่า นี่แหละคือจุดสูงสุด ซึ่งในปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคเปลี่ยนใจง่ายกว่าเดิมมาก การจะหวังให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเราตลอดไปนั้น แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากการรับรู้ข่าวสารที่ประดังเข้ามาทุกทิศทางนั่นเอง

สรุป การสร้างแบรนด์ในปัจจุบัน ทำได้ไม่ยาก และขั้นตอนที่ 1-3 นั้น จะต้องกระทำเป็นกิจวัตร วนไป เพราะเราต้องพยายามสร้างลูกค้าใหม่ตลอดเวลา สถานการณ์ในขณะนี้ ถือเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในคราวเดียวกัน อยู่ที่ใครจะปรับตัวให้อยู่รอดได้ ในตอนต่อไป จะเขียนวิธีสร้างแบรนด์บน Facebook ตามลำดับ 1-3 ว่ามีรูปแบบในการสร้าง Content และสื่อสารอย่างไร ติดตามกันนะคะ